ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ยืนยันว่าแม้บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด แต่สามารถป้องกันไม่ให้ชาวฟิลิปปินส์ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “ได้หลายล้านคน” และให้คำมั่น “การบดขยี้” ขบวนการค้ายาเสพติด “ให้สิ้นซาก”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ว่าประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ กล่าวถ้อยแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรส ในกรุงมะนิลา เมื่อวันจันทร์ มีสาระสำคัญในช่วงหนึ่ง เรียกร้องรัฐสภาเร่งอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน 140,000 ล้านเปโซ ( ราว 89,603.12 ล้านบาท )  เพื่อเยียวยาทุกภาคส่วนในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบหนักหน่วงจากวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ในฟิลิปปินส์มีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 80,000 คน และเสียชีวิตแล้วเกือบ 2,000 คน

ทั้งนี้ ดูเตร์เตบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์กับพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศ โดยเฉพาะที่กรุงมะนิลา ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านและบรรดาองค์กรสิทธิมนุษยชน ว่ามาตรการดังกล่าว “มีความเข้มงวดเกินไป” และ “ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร” อย่างไรก็ตาม ผู้นำฟิลิปปินส์ยืนกรานว่า จริงอยู่ที่ความเข้มงวดนั้นต้องแลกกับการสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขพบว่า สามารถป้องกันการติดเชื้อให้กับประชาชนได้ 1.3 ถึง 3.5 ล้านคน

ขณะเดียวกัน ดูเตร์เตย้ำว่าการผ่อนคลายล็อกดาวน์ “เร็วเกินไป” จะทำให้ฟิลิปปินส์ “เผชิญสถานการณ์เดียวกัน” กับสหรัฐ และยืนกรานว่าเขาไม่มีทางอนุญาตให้สถานศึกษาทุกระดับในประเทศจัดการเรียนการสอนตามปกติในห้องเรียน ตราบใดที่ยังไม่มียารักษาและวัคซันป้องกันโรคโควิด-19 “ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ” กระนั้นผู้นำฟิลิปปินส์ยอมรับว่า รัฐบาลยังมีปัญหาเรื่องการขยายขอบเขตของการตรวจคัดกรอง

นอกจากนี้ ดูเตร์เตกล่าวถึงสถานการณ์ด้านอาชญากรรมในประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติด ว่าผู้ที่ค้ายาเสพติดสวมควรถูกประหารชีวิตสถานเดียว และยืนยันว่าตราบใดที่เขายังอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดี สงครามยาเสพติดจะเดินหน้าต่อไป และขบวนการค้ายาเสพติดจะไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้
 
อนึ่ง ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวถึงความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลกับจีนด้วย ว่าเขามีโอกาสสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการที่ฟิลิปปินส์จะเป็นกลุ่มประเทศแรก ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากจีน เมื่อใดก็ตามที่อีกฝ่ายประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และกล่าวถึงการที่เขาไม่กดดันให้รัฐบาลปักกิ่งยอมรับมติของกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เกี่ยวกับข้อพิพาททะเลจีนใต้ เมื่อปี 2559 ว่าฟิลิปปินส์ “ไม่อยู่ในสถานะที่จะเข้าสู่สงคราม”